June 26th, 2009 by cottoncore

I just feel like writing some words on MJ’s death. It’s surely a tragical lost for his family and friends, but somehow to me we all lost. Jacko’s death affected me more than I could have imagined so I spent quite some time last night to mourn over his death, and I ended up crying for the reason unknown to me.

I remember discussing with friends once about the memorabilia of our generation, surely Michael Jackson and his moonwalk are one of the very things that all of us could remember and some of us held ourselves dearly to the memory of our friends (and foes) moonwalking along the corridor at school. We’ve seen it all, we saw Michael in The Jackson Five, we were there when he did the zombie dance in  Thriller video, we sang “Heal The World” his song for humanity , we read about the adoption of his three kids from the news, we witnessed the transformation of his body before he faded into his Neverland, and we were keen to hear that he would appear in live concerts again.

I think somehow I’ve come to understand the cause of my peculiar sadness. It’s not just Jacko’s death that I mourned, I might also be crying over the long lost memory of my youth.

untitled

June 14th, 2009 by cottoncore

Momus : I Want You, But I Don’t Need You (last.fm)

<<จำได้ว่าเคยเขียนถึงเพลงนี้เป็น entry แรกของบล๊อกเก่าเก็บเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว จำความรู้สึกที่ได้ฟังอัลบั้มรวมเพลง Casablanca ของค่าย Elefant Records จากสเปนเป็นครั้งแรก หลงรักเพลงนี้ตั้งแต่แรกฟัง วันนี้หยิบอัลบั้มนี้มาฟังอีก เลยอยากเขียนถึงเพลงนี้อีกครั้ง เนื้อเพลงเขียนด้วยภาษาง่าย ๆ แต่ความรักไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ;) >>

I like you, and I’d like you to like me to like you
But I don’t need you
Don’t need you to want me to like you
Because if you didn’t like me
I would still like you, you see
La la la
La la la

I lick you, I like you to like me to lick you
But I don’t need you
Don’t need you to like me to lick you
If your pleasure turned into pain
I would still lick for my personal gain
La la la
La la la

I fuck you, and I love you to love me to fuck you
But I don’t fucking need you
Don’t need you to need me to fuck you
If you need me to need you to fuck
That fucks everything up
La la la
La la la

I want you, and I want you to want me to want you
But I don’t need you
Don’t need you to need me to need you
That’s just me
So take me or leave me
But please don’t need me
Don’t need me to need you to need me
Cos we’re here one minute, the next we’re dead
So love me and leave me
But try not to need me
Enough said
I want you, but I don’t need you

La la la
La la la

I love you, and I love how you love how I love you
But I don’t need you
Don’t need you to love me to love you
If your love changed into hate
Would my love have been a mistake?
La la la
La la la

So I’m gonna leave you, and I’d like you to leave me to leave you
But lover believe me, it isn’t because I don’t need you (you know I don’t need you)
All I wanted was to be wanted
But you’re drowning me deep in your need to be needed
La la la
La la la la la la la la la

I want you, and I want you to want me to want you
But I don’t need you
Don’t need you to need me to need you
That’s just me
So take me or leave me
But please don’t need me
Don’t need me to need you to need me
Cos we’re here one minute, the next we’re dead
So love me and leave me
But try not to need me
Enough said
I want you, but I don’t need you

<<เสริมท้ายด้วยรายช่ือเพลงในอัลบั้ม Casablanca>>

01 – Dob – Au Revoir
02 – Momus – I Want You, But I Don’t Need You
03 – Family – Como Un Avlador
04 – Future Bible Heroes – Love Is Blue
05 – Hopkirk & Lee – Free Arthur Lee
06 – The Divine Comedy – Your Daddy’s Car
07 – Notre-Dame – Sur Ton Repondeur
08 – Le Mans – No Vivo, Estaba Enferma O De Vacaciones
09 – The Melons – Eskimo
10 – Ana D – Selenio 2034
11 – Stereototal – Ex Fan De Sixties
12 – Telefilme – Pop-Corn Videodrome
13 – Isar 12 – Revolution Nr 12
14 – Colour Filter – Let Me Sleep
15 – Isan – Damil 85
16 – Brian – Understand
17 – Jack – I Was Drunk In The Underworld
18 – Formula One – Aqua Manera


Drag Me to Hell : ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ

June 12th, 2009 by cottoncore

เพิ่งได้ดู Drag Me to Hell หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสยองขวัญที่ยอดเยี่ยมมากเรื่องนึงสำหรับเราไปแล้ว ประเด็นที่สำคัญของหนังเรื่องนี้คือ คำสาป ซึ่งเราอาจตีความ(แบบสปอยล์)จากมุมมองแบบมาร์กซิสม์

ตามท้องเรื่อง คำสาปนั้นเกิดจากการที่เธอปฏิเสธอนุมัติสินเชื่อให้กับแม่เฒ่ายิปซี แล้วยังทำให้หญิงชรารู้สึกอับอาย ทำให้โดนสาปแช่งให้ถูก”ดึงไปสู่ขุมนรก” ซึ่งมีผลทำให้ต้องถูกรบกวนจากปีศาจไป 3 วันและถูกดึงลงนรกไปในวันที่ 4 เมื่อดูกันจากสภาพภายนอกและบุคลิกลักษณะของตัวละครอย่างคริสติน เธอเหมือนเหยื่อของคำสาปนี้ เนื่องจากเธอเป็นคนดี แต่ก็ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน จึงเกิดความทะเยอทะยานชั่ววูบที่ทำให้”จำต้อง”ปฏิเสธคำขอของหญิงชรา และยืนยันว่า”ธนาคารต่างหากที่ปฏิเสธ” และเมื่อเธอต้องคำสาป เธอก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ้นจากการตามล่าของปีศาจร้าย ถ้ามองกันแค่นี้ Drag Me to Hell ก็คือหนังสยองขวัญสนุก ๆ เรื่องนึงที่จบแบบหักมุม

แต่จริง ๆ แล้ว นรกคืออะไร คริสตินสมควรลงนรกมั้ย และเธอต้องคำสาปอะไรกันแน่

ในอีกมิติหนึ่ง คำสาปที่คริสตินได้รับเป็นคำสาปของชนชั้นล่างที่เป็นเหยื่อของ class struggle หรือการต่อสู้ระหว่างชนชั้น และการพยายามขยับให้ตนเองได้ไปอยู่ในชนชั้นที่สูงกว่า จากในหนังเราได้รู้ว่าคริสตินมาจากบ้านนอก และหลังจากพ่อตาย แม่ติดเหล้า เรียกได้ว่าคริสตินมีพื้นเพแบบชนชั้นล่างทั่ว ๆ ไป เธอทำงานเป็นพนักงานธนาคารในตำแหน่งอนุมัติเงินกู้ ซึ่งจริง ๆ แล้วออกไปในแนวธุรการทั่วไปมากกว่า จากชนชั้นล่างเธอสามารถก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางด้วยหน้าที่การงาน การใช้ชีวิตเป็นคนเมือง และการรับค่านิยมแบบชนชั้นกลาง รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนัก แต่สิ่งที่เธอต้องพยายามทำให้ได้ คือการก้าวต่อไปเป็นชนชั้นกลางระดับสูง และพิษของคำสาปที่ตามหลอกหลอนคริสตินตลอดเวลา 3 วันก็คือ ผลของการพยายามถีบตัวเองให้เลื่อนชั้นขึ้นไป และการหนีจากกำพืดของเธอเอง จนถึงขั้นละทิ้งพวกพ้องในชนชั้นเดียวกันอย่างหญิงยิปซี!

จากฉากที่เธอได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแฟนหนุ่มกับแม่ของเขา เรารู้ว่าแม่ของเคลย์ออกจะดูแคลนพื้นเพของคริสติน และยืนยันว่าลูกชายควรจะหาผู้หญิงที่”เหมาะสม”มาเป็นคู่ครอง ซึ่งเป็นจุดนึงที่ทำให้คริสตินได้คิดว่าการได้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการจะเป็นการยกสถานะและอาจจะช่วยให้ภาพพจน์ของเธอดีขึ้นบ้าง เธอจึงพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่งนั้นมา ความแตกต่างระหว่างชนชั้นของคริสตินและแฟนหนุ่มของเธอนั้นเห็นได้ชัด แฟนเธอบ้านรวย มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย และมีงานอดิเรกในการสะสมเหรียญหายาก ซึ่งค่านิยมในการสะสมนี่มันเป็นค่านิยมของชนชั้นกลางชัด ๆ

วันที่คริสตินไปพบพ่อแม่ของเคลย์ เราเห็นได้ชัดถึงความเป็นชนชั้นกลางระดับสูง หรือ upper middleclass การมองหาลูกสะใภ้ที่มีการศึกษาดี และฐานะดี รวมทั้งหน้าที่การงานดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่แปลกอะไร โดยเฉพาะการพาดพิงถึงสาวที่”จบเยลและทำงานเป็นทนายความ” นั่นก็แสดงให้เห็นถึงค่านิยมในแง่การศึกษาและอาชีพที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งวันเดียวกันนั้นคริสตินได้ฆ่าลูกแมวเพื่อสังเวยให้แก่ปีศาจที่จะมาเอาชีวิต และคิดว่ามันสิ้นสุดแล้ว แต่คำสาปแห่งชนชั้นในระบบทุนนิยมนี้ไม่มีวันสิ้นสุด และมันก็ยังตามหลอกหลอนเธอในรูปของยายเฒ่ายิปซีซึ่งก็คือตัวแทนจากชนชั้นล่างเช่นเดียวกันกับเธอ และความเครียดที่ทำให้เธอหันกลับไปกินไอศกรีม โดยไม่ห่วงเรื่องควบคุมน้ำหนักอีกแล้ว ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและการต่อสู้ภายในตัวเอง

การฟันฝ่าเพื่อก้าวข้ามผ่านชนชั้นในระบบทุนนิยมทำได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ตราบใดที่เธอยังยืนยันจะปีนป่ายบันได้ขึ้นไปให้ถึงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะสูงเกินไปและเกินกำลังสำหรับเธอ สุดท้ายแม้เธอจะได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แม้เธอจะสามารถซื้อเสื้อโค้ทตัวใหม่มาใส่แทนเสื้อตัวเก่า หรือชุบตัวให้เป็นคนใหม่ แม้เคลย์กำลังจะขอเธอแต่งงานอยู่แล้ว และการ”เลื่อนชั้น”ของเธอกำลังจะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ แต่”เหยืื่อของคำสาป”อย่างเธอก็หนีได้ไม่พ้น สุดท้ายก็ต้องลงนรก ถูกลงทัณฑ์ในโทษฐานที่ล่วงละเมิดระบบชนชั้น

อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้เมื่อมองหนังเรื่องนี้ในแง่ของระบบชนชั้นและระบบทุนนิยม คือ การทำไสยศาสตร์และความเชื่อให้เป็นสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการดูดวงหรือเข้าทรง ก็มีการระบุมูลค่าราคาที่ต้องชำระ (และรับชำระเป็นบัตรเครดิต) และในหนังเราเห็นได้ชัดว่าฐานะทางการเงินของคริสตินทำให้เธอไม่สามารถ”จ่าย”ให้กับส่ิงเหล่านี้ได้ เคลย์จึงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้เอง หรือแม้แต่ “คำสาป” ที่ติดอยู่กับ”สิ่งของ”ของผู้ถูกสาป หรือ กระดุมเสื้อในกรณีของคริสติน และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อ คำสาป/กระดุม/เหรียญ เป็นสิ่งเดียวกันในตอนท้ายของเรื่อง

ความเหมือนในความต่าง

March 26th, 2009 by cottoncore

อาทิตย์ก่อนโน้น อ่าน The Guardian ออนไลน์ เจอบทความเกี่ยวกับผลสำรวจการอ่านหนังสือในวัน World Book Day ของอังกฤษ เค้าบอกว่าคนที่ทำแบบสอบถามหลายคนยอมรับว่าตัวเองโกหกว่าอ่านงานคลาสสิคอย่าง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลส์ , Ulysses ของเจมส์ จอยซ์ หรือ Midnight’s Children ของซัลมาน รัชดี

อาทิตย์ที่แล้วเจอกระทู้เปิดโปงสิบแปดมงกุฏในห้องนอกกระแส ของ Pantip.com มีกระทาชายใช้นามแฝงเป็นชื่อวง shoegaze ขวัญใจมหาชน อ้างว่าทำงานบริษัทซีดี แต่โดนแฉว่า จริง ๆ แล้วมีพฤติกรรมหลอกลวงชาวบ้าน

ตัวหัวข้อกระทู้นั้นเป็นไปในเชิงแจ้งข่าวและเตือนให้ระวังตัวกัน แต่อ่านความคิดเห็นด้านล่างบางอัน แล้วเริ่มตะหงิด ๆ

ถามว่า เรื่องการโกหกว่าอ่านวรรณกรรมคลาสสิค กับ การใช้นามแฝง MBV มาหลอกตุ๋นนี่มันเกี่ยวกันยังไง

อ่านบทความของ The Guardian นายคนเขียนเค้าก็ลองวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมนะ คนเราถึงอยากอ้างว่าอ่านงานเขียนเล่มโน้น เล่มนี้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้อ่าน เค้าวิเคราะห์ว่า เพราะเวลาท่ีคนเรามาเจอกันครั้งแรก ความประทับใจแรกพบมันสำคัญ ยิ่งถ้าเป็นการพบกันของสาวน้อยกะหนุ่มหน้ามน ต่างฝ่ายต่างคนก็อยากจะหาเรื่องมาคุยกัน

“taste” ที่ตรงกัน ก็น่าจะทำให้ “คลิก” กันได้ง่ายใช่มั้ย แต่ในขณะเดียวกันมันก็เหมือนต่างฝ่ายต่างพยายามบลัฟฟ์กันไปด้วย เพราะเล่มที่หยิบว่าบลัฟฟ์กันน่ะ มันต้อง”คูล”หน่อย (ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนอังกฤษถึงนิยมโม้กันว่าอ่านวรรณกรรมเจ๋ง ๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปไม่เคยอ่าน)

ดูไปดูมา อาจจะมองได้ว่าเป็นปม narcissism เรารักตัวเอง เราชอบ “taste” ของเรา ถ้าเราจะรับใครเข้ามา เราก็ควรจะมองหาคนที่เหมือนเราใช่มั้ย (ซึ่งตรรกะแบบนี้ไม่สอดคล้องกับทฤษฎี Missing piece ส่วนที่หายไป เพราะถ้าเราจะเอารูปแบบที่เหมือนเราเป๊ะ มันจะเข้ามาเติมเต็มให้เราได้ยังไง นึกถึงตัว pac man กับ missing piece รูปชิ้นเค้ก นอกเสียจากว่า เราสมบูรณ์ในตนเอง แล้วอีกฝ่ายก็สมบูรณ์ แต่ก็จะกลายเป็นวงกลมสองวงกลิ้งไปด้วยกัน ไม่ได้เติมเต็มซึ่งกันและกัน)

ในโลกดนตรีนอกกระแส หรือโลกอินดี้ (พิมพ์เอง ยังเบื่อเอง ไอ้คำเนี้ย) มันก็หนีไม่พ้นกรอบความคิดเดียวกันกับข้างบน การแสวงหาความเหมือน(ท่ามกลางความต่างและความพอใจในการแตกต่าง such an irony!) และการบลัฟฟ์กันอยู่ในทีของสังคมนี้ เรียกว่าภูมิใจในความแตกต่าง (เพราะแม้แต่อินดี้ด้วยกัน การแบ่งประเภทดนตรียังแบ่งชั้นวรรณะ และดูเหมือน indie pop แบบ”เคี้ยวง่าย” จะไม่ได้อยู่ในวรรณะเดียวกับ experimental ที่”ฟังยาก”) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังอยากให้มีคนตระหนักรู้และ”เก็ท”ไปพร้อม ๆ กับเรา

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดจุดอ่่อน เพราะหากยึดอยู่กับกรอบความคิดเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่วันนึง จะมีคนๆนึงมองว่ากะอีแค่ความรู้เรื่องเพลง หรือข่าววงดนตรี หาอ่านเอาที่ไหนก็ได้ NME, Pitchfork, นิตยสารดนตรีซึ่งในกระทู้แจ้งข่าวบอกว่าเค้าคนนั้นชอบพกติดตัวมามีตติ้ง ทำให้เค้าสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มเล็ก ๆ ที่แสนจะแตกต่างกลุ่มนี้ได้ และใช้นามแฝงเป็นชื่อวงในตำนานอีก …

พิมพ์มาถึงตรงนี้ สะอึกอยู่เหมือนกันที่พบว่า”อิมเมจ”มันสำคัญแค่ไหน แต่อย่าไปว่าเค้าเล้ย ตรองดูตัวเราละกัน

On alternate versions of Wonder Girls’ Nobody

March 13th, 2009 by cottoncore

วันนีี้ขอเสนอรายงานการค้นคว้าใน YouTube เราพบว่าเพลง Nobody ของ Wonder Girls ที่มันฮิตจริง ๆ อันนี้ก็ยอมรับว่าเพลงนี้ฟังแล้วติดหู และท่าเต้นก็น่ารักคิกคักมาก ทำให้มีคลิปวีดิโอ Nobody ในเวอชั่นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่่น จีน และ ไทย (สำหรับทางฝั่งตะวันตก เรายังไม่ได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด)



สรุปผลการค้นคว้า เน้นเฉพาะเวอชั่นไทยๆ มีคลิปแนะนำดังนี้



อันนี้เป็นเวอชั่นแรกที่ได้ดู (ขอบคุณโปจิด้วยที่ช่วยเปิดโลกโนบอดี้ให้) นักเรียนชาย 5 คนในชุดพละ กับ Nobody ที่เห็นได้ชัดว่ามีการฝึกซ้อมอย่างดี สู้กับ OK Go ได้สบาย แต่โดยส่วนตัว คิดว่าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเวอชั่นตลก เพราะดูสภาพแวดล้อม และการแสดงเป็นมืออาชีพมาก แต่ก็ดูไม่แปลกใหม่ เพราะจริง ๆ ตอนนี้สไตล์เพศที่สามล้วนเช่นนี่มีเยอะแยะมากในตลาดยูทูป โดยเฉพาะจากประเทศไทย แต่เราก็ต้องถือว่า คลิปนี้มีคุณภาพในตัวสูงมากทีเดียว







เวอชั่นถัดมา โตขึ้นมาอีกนิด Nobody วัยมหาลัย คลิปนี้เห็นได้ชัดว่าเล่นกับเพศสภาพของตัวแสดง โดยเลือกชายแท้มาปะปน นักแสดงเป็นชายแท้ทั้งหมด (ขอบคุณ comment จากทีมงานค่ะ) น่าจะจงใจให้เป็นเวอชั่นขบขันซะมากกว่า







เวอชั่นที่สาม แตกต่างจากสองเวอชั่นแรกอย่างชัดเจน เพราะเป็นลักษณะงานมือสมัครเล่น มีเสียงพูดและเสียงหัวเราะแทรก แสดงความเป็น candid มีการใช้ภาษาถิ่น แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็แฝงให้เห็น cultural imperialism/international consumerism จากที่มีการแชร์ความนิยมในตัวเพลงและท่าเต้นของศิลปินเกาหลีกลุ่มนี้ ไม่ต่างจากพื้นที่อื่น ๆ







เวอชั่นถัดมา กำกับโดยพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล







และเวอชั่นสุดท้าย กำกับโดย มิเชล กอนดรี้






500 Days of Summer

March 8th, 2009 by cottoncore

ตัวอย่าง 500 Days of Summer นางเอกร้องเพลง There Is A Light That Never Goes Out ของ The Smiths ด้วย น่ารักจัง >_<



I, Spotify

February 22nd, 2009 by cottoncore

Spotify ทำให้เราคิดว่าชาตินี้คงไม่กลับไปหา soulseek อีกแล้ว >_<
- ใช้ได้ทั้ง Mac และ Windows
- ศิลปินหลากหลาย เมนสตรีม อินดี้ เก่า ใหม่ ... Killers, Beyonce, Lady Gaga, Serge Gainberg, Belle and Sebastian
- ฟังเพลงได้ทั้งอัลบั้มเป็นส่วนใหญ่ และมีเกือบทุกอัลบั้ม EP, LP, Singles, Compilations
- scrob เพลงเข้า last.fm ได้
- ถูกกฎหมาย!!!!

และแปลกที่มันยังทำให้เรายังอยากซื้อซีดี

Still hanging on there…iPlayer and YouTube

February 22nd, 2009 by cottoncore

วันนี้ดู teethgrinder ใน BBC iPlayer เจอ video clip นี้


TOKYO !

February 11th, 2009 by cottoncore

จะว่าเชยก็ใช่ เพิ่งได้ดูตัวอย่างหนัง TOKYO! เพราะบังเอิญเพิ่งเจอข่าวหนังเรื่องนี้ ระหว่างการอ่านโน่นดูนี่สำหรับ le fanzine และสรุปคร่าว ๆ ตอนนี้ ยังคงค้างอยู่อีกสองบล๊อก Slumdog Millionaire (สองอาทิตย์ที่แล้ว) กับ Milk (เมื่อวาน)


Ex-Mazarin and YouTube Goodies

February 9th, 2009 by cottoncore

อดีตวง Mazarin มีปัญหาเรื่องชื่อวงมาสักพักนึงแล้ว ทางวงโดนฟ้องเรื่องใช้ชื่อ Mazarin ที่ไปซ้ำกับวงไหนซักวง และเจ้าของชื่อที่ว่า จู่ ๆ ก็ฟ้องร้องขึ้นมา หลังจากที่ Mazarin (ที่ถูกฟ้อง) ออกอัลบั้มเต็มๆ  มาแล้วถึง 3 อัลบั้ม ก่อนหน้านี้ทางวงใช้ชื่อ Black Stoltzfus มาขัดตาทัพ Stoltzfus ก็คือนามสกุลของนักร้องนำ Quentin Stoltzfus เอง แต่อย่างที่เห็น ดูแค่ปราดเดียวก็รู้ว่า ชื่อนี้มันไม่มีทางเวิร์ค ตอนนี้เลยเป็นช่วงสูญญากาศก่อนกลับมาพร้อมชื่อวงใหม่ของอดีต Mazarin แต่ทางวงก็พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการจัดคอนเสิร์ตอำลา (คล้ายคลึงกับขนบไทยเหลือเกิน) แฟน ๆ พากันไปเป็นกำลังใจ (ในการหาชื่อใหม่ที่เวิร์ค จะได้ทำเพลงใหม่มาซะที) อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ด้วยความคิดถึง Mazarin วันนี้เปิด Myspace ของวง เจอบล๊อกพูดถึง วงดนตรีงานแต่งที่คัฟเวอร์เพลง Another One Goes By ของ Mazarin เราคลิกดูแล้วมันเจ๋งมาก เลยตามไปดูแชนแนลของ pochu66111 เจ้าของคลิปวีดิโอ อะโห เป็นวงดนตรีที่เล่นบนเวที ข้าง ๆ เค้กแต่งงานสามชั้น ในงานแต่งงานของโทนี่ จูเนียร์ (ใครอะ? เรียกชื่อเหมือนรู้จัก) จากไต้หวัน วงนี้เค้าคัพเว่อร์ Way Back into Love กับ Pretty Woman ด้วย (เอ่อ เราก็สงสัย แล้ว Mazarin มันมาไง แต่ มันเจ๋งเกรทมาก)



ลองเทียบกับต้นฉบับของ Mazarin เอง กับวิดีโอแบบ fan-made (ซึ่งภาพนิ่งมากจนดูแล้วหลอนไปเหมือนกัน)